วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ครั้งที่7

          อนุทินครั้งที่7
วันศุกร์ที่22กุมภาพันธ์.. 2562
เวลา11:30-14.30 .
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด


  วันนี้อาจารย์ให้ทำกิจกรรมกลุ่มเกี่ยวกับความต้องการของเด็กปฐมวัยและวิธีการส่งเสริมของพ่อแม่และครูในแต่ละด้านและบอกแนวข้อสอบกลางภาค 
ความต้องการทางด้านร่างกาย
สุขอนามัย
กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่
วิธีการตอบสนองของครู
-ส่งเสริมให้เด็กใช้ช้อนกลางล้างมือก่อนกินข้าว
-จัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย
-จัดกิจกรรมการวาดภาพระบายสีปั้นดินน้ำมัน
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-ทำอาหารให้ลูกกินครบ5หมู่
-ชวนลูกแปรงฟันทุกๆวันเช้า-เย็น
-ส่งเสริมการออกกำลังกายให้กับลูก

ความต้องการทางด้านอารมณ์จิตใจ
ต้องการความปลอดภัย
-ต้องการที่จะได้รับการตามใจ
-ต้องการความรักความอบอุ่น
วิธีตอบสนองของครู
-อยู่ใกล้ๆเด็กตลอดเวลาคอยช่วยเหลือเด็กเพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจ
-ไม่ควรขัดใจเด็ก
-จัดกิจกรรมที่ให้เด็กแสดงความรักต่อครูและเพื่อนๆ
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-พ่อแม่ควรอยู่กับลูกก่อนนอนทุกคืนเพื่อให้เขาเกิดความอบอุ่นใจ
-ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบโดยความเหมาะสม
-เอาใจใส่ลูกในทุกๆเรื่อง

ความต้องการทางด้านสังคม
-ความต้องการยอมรับ
-ความต้องการแข่งขัน
-ความต้องการความร่วมมือ
วิธีตอบสนองของครู
-ยอมรับและส่งเสริมในสิ่งที่เด็กแสดงออกมา
-จัดกิจกรรมการเล่นเกมการแข่งขันต่างๆในห้องเรียน
-จัดกิจกรรมการทำงานเป็นกลุ่มให้กับเด็ก
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-พ่อแม่ควรส่งเสริมในสิ่งที่ลูกรักหรือชอบ
-ส่งเสริมให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

ความต้องการทางด้านสติปัญญา
-ต้องการรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัว
-ต้องการสื่อสาร
วิธีตอบสนองของครู
-พาเด็กศึกษาสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน
-ชวนกันตั้งคำถามแล้วให้เด็กคิดหาคำตอบ
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-พาลูกออกไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ
-เล่านิทานให้ลูกฟังทุกวัน

ครั้งที่6

     อนุทินครั้งที่6
วันศุกร์ที่15 กุมภาพันธ์.. 2562
เวลา11:30 -14.30.
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วันนี้อาจารย์สอนในเรื่องของการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
และวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสมองดี

วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย   มีดังนี้ 
                  1.   การสร้างความผูกพันรักใคร่   เป็นพื้นฐานสำคัญในการอบรมเลี้ยงดู   พ่อ– แม่  ผู้ปกครองจะต้องเริ่มสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดขึ้น   ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในวัยแรกเกิด  พ่อแม่   ผู้ปกครองได้สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน   อุ้มอย่างทะนุถนอม   เลี้ยงดูเอาใจใส่ในการทำกิจกรรมต่างให้กับเด็ก  ดูแลความสุขสบายต่าง  พูดคุยกับเด็กด้วยเสียงที่นุ่มนวล  เป็นต้น   สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้การอบรมในวัยเด็กได้ผลดี   อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดกับเด็กอีกด้วย
                  2.   ระบบการให้รางวัลทางด้านบวก   เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ   เมื่อเด็กได้กระทำพฤติกรรมที่พึงปรารถนา   จะมีการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน   เช่น  ความรัก  ความสนใจ  คำชมเชย  ซึ่งจะทำให้การกระทำนั้นเกิดขึ้นอีก
                  3.   พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้มีศีลธรรม   ประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม   และถูกต้อง
                  4.   การควบคุมสิ่งแวดล้อม   พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์   เช่น  การจัดให้เล่นเกมเพื่อเด็กจะได้รู้จักกฎเกณฑ์  และการรู้แพ้รู้ชนะ   การจัดหาหนังสือที่มีประโยชน์อ่านให้เด็กฟัง   เพื่อให้เกิดนิสัยรักการอ่าน  เป็นต้น
                  5.   วิธีการตอบสนองกลับ  เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดเพื่อแสดงความรู้สึกของตนออกมาทั้งทางบวกและทางลบ  เมื่อเด็กมีปัญหาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตัดสินใจฟังเด็กว่ากำลังพูดอะไร  เมื่อเด็กพูดจบพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสะท้อนความรู้สึกที่เด็กได้แสดงออกกลับไป   ด้วยคำพูดของพ่อแม่ผู้ปกครองเอง   ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ยอมรับและมีคุณค่า   อันจะส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กเข้าใจได้ตรงกัน
                  6.   การควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์   พ่อแม่ผู้ปกครองควรควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยวิธีการต่าง  ที่เหมาะสมกับปัญหา  วิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหาได้แก่
                        6.1   การแยกเด็กออกจากกลุ่มในช่วงเวลาสั้น
                        6.2   การแยกตัวของพ่อแม่ผู้ปกครอง
                        6.3   การห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับตัวเด็กในช่วงเวลาหนึ่ง
                        6.4   การตี   จะใช้ก็ต่อเมื่อใช้วิธีการอื่นไม่ได้ผลแล้ว   ไม่ควรทำกับเด็ก  2  ขวบ  และไม่ควรกระทำอย่างรุนแรง


วิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสมองดี
1. การสัมผัสวัตถุต่างๆ
เวลาที่พ่อแม่ให้ลูกน้อยได้ฝึกการจับสัมผัสวัตถุต่างๆพ่อแม่ไม่จำเป็นให้ลูกจับที่เป็นของแข็งเสมอไปอาจจะให้ลองของจำพวกของเหลวบ้างเช่นเวลาอาบน้ำพ่อแม่อาจลองให้ลูกได้สัมผัสทั้งน้ำอุ่นน้ำเย็นให้เด็กได้รู้จักแยกแยะด้วยการสัมผัสให้เขาได้รู้สึกถึงความแตกต่างถึงแม้ว่าสิ่งที่ตาเห็นจะเหมือนกันแต่พอสัมผัสแล้วมันต่างกัน
กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกได้ฝึกสัมผัสของที่หลากหลายคือการพาออกไปเดินเล่นนอกบ้านให้ลูกได้จับดินหินทรายใบไม้ต้นไม้โดยเฉพาะหินที่มีหลายรูปทรงเด็กๆจะได้รู้ว่าสิ่งของที่แม้จะเป็นชนิดเดียวกันก็ไม่จำเป็นที่ต้องมีรูปร่างหรือรูปทรงที่เหมือนกันได้
ถ้าพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกได้สนุกกับการสัมผัสก็ลองให้เขาวาดรูปสิ่งของที่สัมผัสลงในกระดาษว่าเด็กๆไปเจออะไรบ้างนอกบ้านเพื่อให้น้องๆได้ฝึกคิดและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติหรือจะเป็นการปั้นดินนน้ำมันแป้งโดว์ซึ่งจะทำให้น้องๆได้ใช้จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ด้วย

2. ฝึกการมองเห็น
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องฝึกเรื่องการมองให้ลูกล่ะคำตองก็คือทารกหลังจากคลอดออกมาเริ่มแรกจะมองเห็นไม่ชัดระยะการมองเห็นก็จะใกล้ๆสีที่เห็นชัดที่สุดจะเป็นสีขาวกับดำและจะเริ่มเห็นได้ไกลมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นนั่นเองซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการมองเห็นที่ดีต้องเป็นของที่มีสีสันสดใสเพื่อดึงดูดความสนใจลูกน้อยโดยเฉพาะอย่างสีแดงเหลืองน้ำเงิน
ตัวช่วยในการฝึกคงนี้ไม่พ้นของเล่นตุ๊กตาหนังสือที่สีสันสดใสพ่อแม่อาจจะใช้สิ่งนี้เป็นกิจกรรมเล่นกับลูกได้เช่นการอ่านหนังสือนิทานหนังสือผ้าที่ให้ลูกได้จับแบบไม่ต้องกลัวกระดาษบาดมือหรือปากเนื่องจากหนูๆวัยนี้ชอบหยิบของใส่ปากพ่อแม่ระวังไว้หน่อยก็ดีนะคะถ้าลูกโตขึ้นมาหน่อยก็ควรให้ได้สนุกกับการวาดภาาพระบายสีหรือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ก็ได้

3. ด้านการฟัง
วิธีฝึกที่ง่ายที่สุดคือการคุบกับลูกบ่อยๆเพราะลูกน้อยจะเกิดการจดจำของโทนเสียงสูง-ต่ำคำศัพท์ใหม่ๆโดยเฉพาะถ้าอยากให้ลูกพูดได้ห่ยๆภาษาก็ต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆนี้แหละดีที่สุดแน่นอนว่าการสอนลูกหลายๆภาษาพร้อมกันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ลูกเกิดความสับสนเด็กพูดช้าไปบ้างแต่พอโตขึ้นหน่อยเด็กจะเริ่มแยกแยะได้และจะพูดโต้ตอบกับเราได้เองค่ะ
ไม่เพียงแค่นั้นการใช้เสียงเพลงก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกน้อยได้ฝึกการฟังที่ดีด้วยการร้องเพลงเล่นดนตรีก็เช่นกันเพราะจะทำให้เขาได้เข้าใจจังหวะเพลงการเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้ากับจังหวะแรกๆเด็กๆอาจมีคร่อมจังหวะบ้างก็ไม่แปลกพอได้ยินบ่อยๆสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปไม่แนน่อาจจะกลายเป็นกิจกรรมที่น้องๆชอบมากก็ได้จริงไหม

4. การรับรสต่างๆ
พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเลือกอาหารที่ไม่ปรุงรสให้ลูกทานทำให้ลูกๆชินกับรสชาติอาหารจืดๆบ้างหรือรสตามธรรมมชาติบ้างๆจริงๆแล้วอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงรสเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายแต่พ่อแม่ก็ควรฝึกให้ลูกได้ลองกินอาหารในรสชาติอื่นให้รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าหวานเค็มเปรี้ยวขมน่ะหรือจะลองให้ลูกลองปรุงรสชาติอาหารที่ตนเองชอบดูถ้าใส่น้ำตาลเท่านี้จจะหวานไปไหมใส่น้ำปลาเท่านี้จะเค็มหรือเปล่าอีกทั้งน้ำปลาแต่ละยี่ห้อก็มีความเค็มไม่เท่ากันอีกทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลูกได้มีประสาทสัมผัสที่ดีอย่างแน่นอน


5. การรับรู้กลิ่น
เด็กๆเมื่อยังเล็กๆคงแยกแยะไม่ออกว่ากลิ่นนั้นกลิ่นนี้คืออะไรเหม็นหรือไม่เหม็นคงจะมีแต่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้นบางทีการที่ให้ลูกได้รับรู้กลิ่นก็จะทำให้เขาได้รู้จักการระวังตัวเช่นกลิ่นไหม้ถ้าลูกได้กลิ่นแบบนี้เมื่อไหร่ในบ้านแสดงว่าเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วหรือกลิ่นอาหารที่เหม็นเน่าแสดงว่าลูกไม่ควรกินมันน่ะเดี๋ยวจะป่วยกลิ่นสารเคมีในบ้านจากน้ำยาล้างห้องน้ำหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะบอกให้ลูกรู้ว่าอย่าสูดดมมันมากเกิดไป
นอกจากนี้การให้ลูกได้ลองดมกิ่นคือดอกไม้และผลไม้ชนิดต่างๆจะทำให้เขาแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้ดีซึ่งพ่อแม่อาจใช้การดมกลิ่นเป็นเกมก็ได้เช่นเวลาที่คุณแม่ไปเลือกซื้ออาหารหรือของเข้าบ้านก็ลองหยิบจับผักหรือผลไม้บางชนิดให้ดมหรือจะนำมาเล่นเกมปิดตาทายชนิดผักและผลไม้กับลูกก็ได้ซึ่งเป็นเกมที่สนุกแถมไม่ต้องเสียเงินเยอะเนื่องจากคุณแม่ต้องซื้อมาทำอาหารอยู่แล้วใช่ไหมค่ะ


6. ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
กล้อมเนื้อเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กทรงตัวได้แถมยังหยิบจับอะไรก็สะดวกไปหมดกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกายจะช่วยให้ลูกน้อยได้พัฒนาทักษะการทรงตัวที่ดีเช่นการคลานวิ่งเดินเร็วการกระโดดห้อยโหนทั้งมีจะเป็นตัวช่วยให้ลูกน้อยมีการเคลื่อนไหนร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไวโดยพ่อแม่อาจใช้กีฬาเข้ามาช่วยเช่นยิมนาสติกว่ายน้ำบัลเล่ต์หรือเทควันโดเป็นต้นไม่แน่เด็กๆอาจกลายเป็นนักกีฬาคนเก่งมากความสามารถก็นะคะ
คุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านนี้ของลูกได้โดยการให้ลูกทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ช่วยพัฒนาในด้านการทรงตัวได้แก่การคลานการนอนกลิ้งตัวการวิ่งกระต่ายขาเดียวการกระโดดการยืนบนกระดานทรงตัวซึ่งการฝึกให้เด็กๆมีการทรงตัวที่ดีนั้นเป็นการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วนของเด็กให้ทำงานประสานกันอย่างดีซึ่งจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีบุคลิกที่คล่องแคล่วว่องไวอีกทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพให้ลูกเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถเป็นนักบัลเล่ต์หรือแดนเซอร์ที่เก่งกาจในอนาคตถึงแม้ว่าประสาทสัมผัสทั้งด้านจะติดตัวมากับลูกอยู่แล้วและเด็กๆสามารถพัฒนาเองได้แต่การที่ให้ลูกฝึกทัหษะเหลล่านี้เพิ่มเติมจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นจนกลายเป็นนความสามารถพิเศษก็ว่าบางคนชอบขีดเขียนตั้งแต่เล็กๆพอโตขึ้นก็รู้ว่าตัวเองชอบและมีพรสวรรค์ด้านนี้ก็จะสามารถไปได้ไกลกว่าคนอื่นทั้งยังสามารถฝึกการเรียนรู้จดจำได้ดีอีกด้วย
อยากจะเน้นย้ำกับคุณพ่อคุณแม่อีกทีควรจะให้ลูกได้เรียนรู้กับสิ่งของรอบตัวมากกว่าการให้ลูกได้สัมผัสแต่กับจอมือถือแน่นอนว่าลูกๆมักจะอยู่นิ่งๆและอยู่นานกว่าเมื่อได้เล่นมือถือแต่สิ่งนี้มันกลับทำให้ลูกไม่ได้พัฒนาทักษะอื่นๆที่ควรจะเป็นไปตามวัยแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้พ่อแม่ต้องบอกลูกว่าควรทำกิจกรรมอื่นก่อนแล้วค่อยให้เล่นพร้อมทั้งตั้งกติกากับลูกว่าเล่นได้กี่นาทีเพื่อไม่ให้ลูกๆงองแงเวลาที่พ่อแม่บอกให้ลูกเลิกเล่นมือถือ

ครั้งที่5

อนุทินครั้งที่5
วันศุกร์ที่8 กุมภาพันธ์ .. 2562
เวลา11:30-14.30 .
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด




            วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากมีการอบรมเกี่ยวกับการทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยของวิชานิทานและหุ่นสำหรับเด็กปฐมวัย  อาจารย์จึงงดการเรียนการสอน








ครั้งที่4

อนุทินครั้งที่4
วันศุกร์ที่18 มกราคม.. 2562
เวลา11:30-14.30 .
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

     วันนี้มีการนำเสนองานเกี่ยวกับทฤษฎีกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ 

ซึ่งกลุ่มของฉันได้รับมอบหมายในหัวข้อของพัฒนาการด้านร่างกาย


อาร์โนลด์  กีเซลล์  ( Arnold  Gesell)

นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแบ่งพฤติกรรมทางด้านร่างกายของเด็กเป็น 4 ด้าน  คือ
1.1 พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว
1.2 พฤติกรรมด้านการปรับตัว
1.3 พฤติกรรมด้านการสื่อสาร 
1.4 พฤติกรรมด้านสังคมและส่วนตัว
ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
1.ขั้นปาก (Oral) อายุ 0-1 ปี
ในขั้นนี้จะมีความสนใจบริเวณปาก ปากนำความสุขเมื่อได้ถูกอาหารสนองความต้องการความหิว
2. ขั้นทวารหนัก (Anus) อายุ 1-3 ปี
ซึ่งเป็นระยะขับถ่าย เด็กจะเรียนรู้การขับถ่าย
3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic) อายุ 3-6 ปี ซึ่งเป็นระยะเกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ สนใจ อยากรู้อยากเห็น สภาพร่างกายแตกต่างไปตามเพศ เรียนรู้บทบาททางเพศของตน

4. ขั้นก่อนวัยรุ่น (Latency) อายุ 6-11 ปี
เป็นระยะสนใจสังคมเพื่อนฝูง เด็กจะพยายามปรับตัวให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น ๆ
5. ขั้นวัยรุ่น (genital) อยู่ในช่วงตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่
เป็นระยะที่มีความสนใจในเพศตรงข้ามมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นความรักระหว่างเพศ
พัฒนาการด้านอารมณ์
ทฤษฎีความผูกพันหรือ ทฤษฎีความผูกพันทางอารมณ์ของจอห์น โบลว์บี

เด็กจะมีรูปแบบความผูกพันที่ต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับประสบการณ์เบื้องต้นที่ได้จากคนดูแลรูปแบบความผูกพันในชีวิตต้น ๆ นี้ก็จะมีอิทธิพล แม้จะไม่ใช่ตัวกำหนด ความคาดหวังของบุคคลในความสัมพันธ์ต่อ ๆ มา มีหมวดหมู่ความผูกพัน 4 อย่างที่ได้ระบุในเด็ก คือ
แบบมั่นใจ (secure attachment)
แบบวิตกกังวล-คละ (anxious-ambivalent attachment)
แบบวิตกกังวล-หลีกเลี่ยง (anxious-avoidant attachment)
แบบไม่มีระเบียบ (disorganized attachment)
พัฒนาการด้านสังคม
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของลอเรนซ์ โคลเบอร์ก
พัฒนาการทางจริยธรรมขอโคลเบอร์กออกเป็น 3 ระดับ 6 ขั้น
 ขั้นที่1 การถูกลงโทษและการเชื่อฟัง 2-10ปี
  
ขั้นที่2 กฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตนอายุ 7-10ปี
บุคคลจะเลือกทำตามความพอใจตนของตนเอง โดยให้ความสำคัญของการได้รับรางวัลตอบแทน
เด็กจะยอมทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจเหนือตนโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ตนถูกลงโทษ

ขั้นที่3 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคม 10-15ปี
 บุคคลจะใช้หลักทำตามที่ผู้อื่นเห็นชอบ ใช้เหตุผลเลือกทำในสิ่งที่กลุ่มยอมรับโดยเฉพาะเพื่อน เพื่อเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของเพื่อน

ขั้นที่4 กฎและระเบียบ อายุ13-16ปี
 ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทำตามหน้าที่ของสังคม โดยบุคคลรู้ถึงบทบาทและหน้าที่ของเขาในฐานะเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมนั้น จึงมีหน้าที่ทำตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่สังคมกำหนดให้ หรือคาดหมายไว้


  ขั้นที่5  สัญญาสังคมอายุ 20ปี ขึ้นไป
บุคคลจะมีเหตุผลในการเลือกกระทำโดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนหมู่มาก ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น สามารถควบคุมตนเองได้ เคารพการตัดสินใจที่จะกระทำด้วยตนเอง

ขั้นที่6  หลักการคุณธรรมสากลอายุ 20ปี ขึ้นไป
ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทำตามหลักการคุณธรรมสากล โดยคำนึงความถูกต้องยุติธรรมยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป พบในวัยผู้ใหญ่ที่มีความเจริญทางสติปัญญา

พัฒนาการด้านสติปัญญา
ทฤษฎีพัฒนาการด้านการรู้คิดของเพียเจท์
1.ขั้นประสาทรับรู้การเคลื่อนไหว (แรกเกิด - 2 ปี)
2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (2 – 7 ปี)
3.ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (7 – 11 ปี)
4.ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (11 – 15 ปี)















ครั้งที่7

           อนุทินครั้งที่ 7 วันศุกร์ที่22กุมภาพันธ์ พ . ศ . 2562 เวลา 11:30-14.30 น . อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร . ต . กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด...