อนุทินครั้งที่6
วันศุกร์ที่15 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2562
เวลา11:30 -14.30น.
อาจารย์ผู้สอนว่าที่ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
วันนี้อาจารย์สอนในเรื่องของการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
และวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสมองดี
และวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสมองดี
วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย มีดังนี้
1. การสร้างความผูกพันรักใคร่ เป็นพื้นฐานสำคัญในการอบรมเลี้ยงดู พ่อ– แม่ ผู้ปกครองจะต้องเริ่มสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในวัยแรกเกิด พ่อแม่ ผู้ปกครองได้สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน อุ้มอย่างทะนุถนอม เลี้ยงดูเอาใจใส่ในการทำกิจกรรมต่างๆให้กับเด็ก ดูแลความสุขสบายต่างๆ พูดคุยกับเด็กด้วยเสียงที่นุ่มนวล เป็นต้น สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้การอบรมในวัยเด็กได้ผลดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดกับเด็กอีกด้วย
2. ระบบการให้รางวัลทางด้านบวก เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเด็กได้กระทำพฤติกรรมที่พึงปรารถนา จะมีการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน เช่น ความรัก ความสนใจ คำชมเชย ซึ่งจะทำให้การกระทำนั้นๆเกิดขึ้นอีก
3. พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้มีศีลธรรม ประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม และถูกต้อง
4. การควบคุมสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น การจัดให้เล่นเกมเพื่อเด็กจะได้รู้จักกฎเกณฑ์ และการรู้แพ้รู้ชนะ การจัดหาหนังสือที่มีประโยชน์อ่านให้เด็กฟัง เพื่อให้เกิดนิสัยรักการอ่าน เป็นต้น
5. วิธีการตอบสนองกลับ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดเพื่อแสดงความรู้สึกของตนออกมาทั้งทางบวกและทางลบ เมื่อเด็กมีปัญหาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตัดสินใจฟังเด็กว่ากำลังพูดอะไร เมื่อเด็กพูดจบพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสะท้อนความรู้สึกที่เด็กได้แสดงออกกลับไป ด้วยคำพูดของพ่อแม่ผู้ปกครองเอง ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ยอมรับและมีคุณค่า อันจะส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กเข้าใจได้ตรงกัน
6. การควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พ่อแม่ผู้ปกครองควรควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับปัญหา วิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหาได้แก่
6.1 การแยกเด็กออกจากกลุ่มในช่วงเวลาสั้นๆ
6.2 การแยกตัวของพ่อแม่ผู้ปกครอง
6.3 การห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับตัวเด็กในช่วงเวลาหนึ่ง
6.4 การตี จะใช้ก็ต่อเมื่อใช้วิธีการอื่นไม่ได้ผลแล้ว ไม่ควรทำกับเด็ก 2 ขวบ และไม่ควรกระทำอย่างรุนแรง
วิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสมองดี
1. การสัมผัสวัตถุต่างๆ
เวลาที่พ่อแม่ให้ลูกน้อยได้ฝึกการจับสัมผัสวัตถุต่างๆพ่อแม่ไม่จำเป็นให้ลูกจับที่เป็นของแข็งเสมอไปอาจจะให้ลองของจำพวกของเหลวบ้างเช่นเวลาอาบน้ำพ่อแม่อาจลองให้ลูกได้สัมผัสทั้งน้ำอุ่นน้ำเย็นให้เด็กได้รู้จักแยกแยะด้วยการสัมผัสให้เขาได้รู้สึกถึงความแตกต่างถึงแม้ว่าสิ่งที่ตาเห็นจะเหมือนกันแต่พอสัมผัสแล้วมันต่างกัน
กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกได้ฝึกสัมผัสของที่หลากหลายคือการพาออกไปเดินเล่นนอกบ้านให้ลูกได้จับดินหินทรายใบไม้ต้นไม้โดยเฉพาะหินที่มีหลายรูปทรงเด็กๆจะได้รู้ว่าสิ่งของที่แม้จะเป็นชนิดเดียวกันก็ไม่จำเป็นที่ต้องมีรูปร่างหรือรูปทรงที่เหมือนกันได้
ถ้าพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกได้สนุกกับการสัมผัสก็ลองให้เขาวาดรูปสิ่งของที่สัมผัสลงในกระดาษว่าเด็กๆไปเจออะไรบ้างนอกบ้านเพื่อให้น้องๆได้ฝึกคิดและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติหรือจะเป็นการปั้นดินนน้ำมันแป้งโดว์ซึ่งจะทำให้น้องๆได้ใช้จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ด้วย
2. ฝึกการมองเห็น
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องฝึกเรื่องการมองให้ลูกล่ะ? คำตองก็คือทารกหลังจากคลอดออกมาเริ่มแรกจะมองเห็นไม่ชัดระยะการมองเห็นก็จะใกล้ๆสีที่เห็นชัดที่สุดจะเป็นสีขาวกับดำและจะเริ่มเห็นได้ไกลมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นนั่นเองซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการมองเห็นที่ดีต้องเป็นของที่มีสีสันสดใสเพื่อดึงดูดความสนใจลูกน้อยโดยเฉพาะอย่างสีแดงเหลืองน้ำเงิน
ตัวช่วยในการฝึกคงนี้ไม่พ้นของเล่นตุ๊กตาหนังสือที่สีสันสดใสพ่อแม่อาจจะใช้สิ่งนี้เป็นกิจกรรมเล่นกับลูกได้เช่นการอ่านหนังสือนิทานหนังสือผ้าที่ให้ลูกได้จับแบบไม่ต้องกลัวกระดาษบาดมือหรือปากเนื่องจากหนูๆวัยนี้ชอบหยิบของใส่ปากพ่อแม่ระวังไว้หน่อยก็ดีนะคะถ้าลูกโตขึ้นมาหน่อยก็ควรให้ได้สนุกกับการวาดภาาพระบายสีหรือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ก็ได้
3. ด้านการฟัง
วิธีฝึกที่ง่ายที่สุดคือการคุบกับลูกบ่อยๆเพราะลูกน้อยจะเกิดการจดจำของโทนเสียงสูง-ต่ำคำศัพท์ใหม่ๆโดยเฉพาะถ้าอยากให้ลูกพูดได้ห่ยๆภาษาก็ต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆนี้แหละดีที่สุดแน่นอนว่าการสอนลูกหลายๆภาษาพร้อมกันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ลูกเกิดความสับสนเด็กพูดช้าไปบ้างแต่พอโตขึ้นหน่อยเด็กจะเริ่มแยกแยะได้และจะพูดโต้ตอบกับเราได้เองค่ะ
ไม่เพียงแค่นั้นการใช้เสียงเพลงก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกน้อยได้ฝึกการฟังที่ดีด้วยการร้องเพลงเล่นดนตรีก็เช่นกันเพราะจะทำให้เขาได้เข้าใจจังหวะเพลงการเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้ากับจังหวะแรกๆเด็กๆอาจมีคร่อมจังหวะบ้างก็ไม่แปลกพอได้ยินบ่อยๆสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปไม่แนน่อาจจะกลายเป็นกิจกรรมที่น้องๆชอบมากก็ได้จริงไหม
4. การรับรสต่างๆ
พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเลือกอาหารที่ไม่ปรุงรสให้ลูกทานทำให้ลูกๆชินกับรสชาติอาหารจืดๆบ้างหรือรสตามธรรมมชาติบ้างๆจริงๆแล้วอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงรสเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายแต่พ่อแม่ก็ควรฝึกให้ลูกได้ลองกินอาหารในรสชาติอื่นให้รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าหวานเค็มเปรี้ยวขมน่ะหรือจะลองให้ลูกลองปรุงรสชาติอาหารที่ตนเองชอบดูถ้าใส่น้ำตาลเท่านี้จจะหวานไปไหมใส่น้ำปลาเท่านี้จะเค็มหรือเปล่าอีกทั้งน้ำปลาแต่ละยี่ห้อก็มีความเค็มไม่เท่ากันอีกทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลูกได้มีประสาทสัมผัสที่ดีอย่างแน่นอน
5. การรับรู้กลิ่น
เด็กๆเมื่อยังเล็กๆคงแยกแยะไม่ออกว่ากลิ่นนั้นกลิ่นนี้คืออะไรเหม็นหรือไม่เหม็นคงจะมีแต่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้นบางทีการที่ให้ลูกได้รับรู้กลิ่นก็จะทำให้เขาได้รู้จักการระวังตัวเช่นกลิ่นไหม้ถ้าลูกได้กลิ่นแบบนี้เมื่อไหร่ในบ้านแสดงว่าเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วหรือกลิ่นอาหารที่เหม็นเน่าแสดงว่าลูกไม่ควรกินมันน่ะเดี๋ยวจะป่วยกลิ่นสารเคมีในบ้านจากน้ำยาล้างห้องน้ำหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะบอกให้ลูกรู้ว่าอย่าสูดดมมันมากเกิดไป
นอกจากนี้การให้ลูกได้ลองดมกิ่นคือดอกไม้และผลไม้ชนิดต่างๆจะทำให้เขาแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้ดีซึ่งพ่อแม่อาจใช้การดมกลิ่นเป็นเกมก็ได้เช่นเวลาที่คุณแม่ไปเลือกซื้ออาหารหรือของเข้าบ้านก็ลองหยิบจับผักหรือผลไม้บางชนิดให้ดมหรือจะนำมาเล่นเกมปิดตาทายชนิดผักและผลไม้กับลูกก็ได้ซึ่งเป็นเกมที่สนุกแถมไม่ต้องเสียเงินเยอะเนื่องจากคุณแม่ต้องซื้อมาทำอาหารอยู่แล้วใช่ไหมค่ะ
6. ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
กล้อมเนื้อเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กทรงตัวได้แถมยังหยิบจับอะไรก็สะดวกไปหมดกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกายจะช่วยให้ลูกน้อยได้พัฒนาทักษะการทรงตัวที่ดีเช่นการคลานวิ่งเดินเร็วการกระโดดห้อยโหนทั้งมีจะเป็นตัวช่วยให้ลูกน้อยมีการเคลื่อนไหนร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไวโดยพ่อแม่อาจใช้กีฬาเข้ามาช่วยเช่นยิมนาสติกว่ายน้ำบัลเล่ต์หรือเทควันโดเป็นต้นไม่แน่เด็กๆอาจกลายเป็นนักกีฬาคนเก่งมากความสามารถก็นะคะ
คุณพ่อคุณแม่สามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านนี้ของลูกได้โดยการให้ลูกทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ช่วยพัฒนาในด้านการทรงตัวได้แก่การคลานการนอนกลิ้งตัวการวิ่งกระต่ายขาเดียวการกระโดดการยืนบนกระดานทรงตัวซึ่งการฝึกให้เด็กๆมีการทรงตัวที่ดีนั้นเป็นการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วนของเด็กให้ทำงานประสานกันอย่างดีซึ่งจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีบุคลิกที่คล่องแคล่วว่องไวอีกทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพให้ลูกเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถเป็นนักบัลเล่ต์หรือแดนเซอร์ที่เก่งกาจในอนาคตถึงแม้ว่าประสาทสัมผัสทั้ง6 ด้านจะติดตัวมากับลูกอยู่แล้วและเด็กๆสามารถพัฒนาเองได้แต่การที่ให้ลูกฝึกทัหษะเหลล่านี้เพิ่มเติมจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นจนกลายเป็นนความสามารถพิเศษก็ว่าบางคนชอบขีดเขียนตั้งแต่เล็กๆพอโตขึ้นก็รู้ว่าตัวเองชอบและมีพรสวรรค์ด้านนี้ก็จะสามารถไปได้ไกลกว่าคนอื่นทั้งยังสามารถฝึกการเรียนรู้จดจำได้ดีอีกด้วย
อยากจะเน้นย้ำกับคุณพ่อคุณแม่อีกทีควรจะให้ลูกได้เรียนรู้กับสิ่งของรอบตัวมากกว่าการให้ลูกได้สัมผัสแต่กับจอมือถือแน่นอนว่าลูกๆมักจะอยู่นิ่งๆและอยู่นานกว่าเมื่อได้เล่นมือถือแต่สิ่งนี้มันกลับทำให้ลูกไม่ได้พัฒนาทักษะอื่นๆที่ควรจะเป็นไปตามวัยแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้พ่อแม่ต้องบอกลูกว่าควรทำกิจกรรมอื่นก่อนแล้วค่อยให้เล่นพร้อมทั้งตั้งกติกากับลูกว่าเล่นได้กี่นาทีเพื่อไม่ให้ลูกๆงองแงเวลาที่พ่อแม่บอกให้ลูกเลิกเล่นมือถือ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น