วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ครั้งที่1

บันทึกอนุทินครั้งที่1
วันศุกร์ที่18 มกราคม.. 2562
เวลา11:30 -14.30.
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



สวัสดีค่ะสำหรับคาบแรกของวิชาสำหรับวันนี้อาจารย์พูดเกี่ยวกับรายละเอียดของเกณฑ์คะแนน  และบอกข้อตกลงในการเรียนวิชานี้รวมถึงบอกงานและก็กิจกรรมที่เราต้องทำในภาคเรียนนี้พอคุยถึงเรื่องคะแนนข้อตกลงเสร็จอาจารย์ก็มีเกมทดสอบก่อนเรียนมาให้เล่นเป็นเกม

“Quizizz” เป็นเกมที่ทดสอบความรู้ที่เรามีก่อนที่จะเริ่มเรียน





พอเล่นเกมเสร็จอาจารย์ก็เข้าถึงเรื่องเรียนเลย 
บทที่เรื่องเด็กปฐมวัยและพัฒนาการ

พัฒนาการทางด้านต่างๆในแต่ละช่วงอายุของเด็กปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง6ปีและเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กความต้องการของเด็กสอนให้เด็กเกิด
ความคิดสร้างสรรค์ฝึกพัฒนาการทั้งด้านเช่นพัฒนาการทางร่างกายพัฒนาการทางด้านสังคมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และพัฒนาการทางด้านจิตใจเด็กจะเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์กระทั่งหลังคลอดร่างกายและสมองจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง0-6 ปีแรกของชีวิตขบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
พัฒนาการ หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงด้านวุฒิภาวะ(maturity) ของอวัยวะระบบต่างๆและตัวบุคคลทำให้เพิ่มความสามารถของบุคคลให้ทำหน้าที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นทำสิ่งที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ตลอดจนการเพิ่มทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวในภาวะใหม่ของบุคคลนั้น
พัฒนาการของเด็กจะแบ่งออกเป็นด้านดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย
2. พัฒนาการด้านสติปัญญา
3. พัฒนาการด้านอารมณ์
4. พัฒนาการด้านสังคม
พฤติกรรมและทักษะชีวิตของมนุษย์ได้จากการเรียนรู้และการสะสมประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะบางอย่างจะง่ายและประสบความสำเร็จในช่วงเวลาหนึ่งมากกว่าอีกเวลาหนึ่งและสังคมจะคาดหวังให้เด็กแต่ละคนทำพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ได้ในแต่ละช่วงอายุของบุคคล
พัฒนาการที่สำคัญในแต่ละวัย
วัยทารก(0-2 ปีอายุ0-6 สัปดาห์
เด็กมองหน้าแม่ทำเสียงในลำคอฟังเสียงคุยแล้วยิ้มตอบ
อายุ4-6 เดือน
จำหน้าแม่ได้ส่งเสียงอ้อแอ้และยิ้มตามเสียงเด็กสามารถเอื้อมคว้าจับสิ่งของมาเข้าปาก
อายุ6-9 เดือน
สามารถแยกเสียงของแม่ได้เริ่มแยกแยะความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนเด็กจำหน้าแม่ได้เด็กจะแสดงอาการแปลกหน้ากับผู้ที่ไม่คุ้นเคยและจะติดแม่เรียกว่ากลัวคนแปลกหน้า(Stranger anxiety)
อายุ9-12 เดือน
เด็กมีความผูกพันใกล้ชิดกับผู้เลี้ยงดู(Attachment)และจะติดผู้เลี้ยงดูเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่/ผู้เลี้ยงดูเด็กจะร้องไห้และร้องตามเมื่อพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูกลับมาเด็กจะแสดงความดีใจโผเข้าหาและเข้ามาคลอเคลียเด็กวัยนี้จะเริ่มกลัวการพลัดพราก(Separation anxiety)
อายุ12-18 เดือน
-เด็กหัดเดินและชอบสำรวจระยะนี้เด็กจะกระตือรือร้นที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อมค้นหาสิ่งแปลกใหม่เด็กมักจะใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสำรวจตรวจตราดังนั้นควรระมัดระวังสิ่งที่เป็นอันตราย
ในวัยนี้เด็กจะทดสอบสิ่งต่างๆและดูผลของการกระทำต่อสิ่งแวดล้อมเช่นถ้าพอใจเด็กจะโยนของเล่นว่าจะตกลงมาอย่างไรถ้าพอใจเด็กจะโยนซ้ำถ้าไม่พอใจเด็กจะหยุดหรือหาวิธีอื่นๆบางครั้งเด็กจะกรีดร้องจะเอาของมาโยนอีก
เด็กเริ่มพูดได้เป็นคำๆอย่างน้อย10 คำ
อายุ18-24 เดือน
เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างรวดเร็วและจดจำคำศัพท์ได้ดี
อายุ2-3 ปี
เด็กเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
เด็กรู้ว่าตนเองเป็นบุคคลหนึ่งที่แยกจากสภาพแวดล้อมทำให้เด็กต้องการเป็นตัวของตัวเองเด็กจะพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองเช่นจับช้อนตักอาหารเองเด็กจึงมีพฤติกรรมต่อต้าน(Negativism) ชอบพูดว่าไม่” “ไม่เอา” “ไม่ทำ” เป็นต้น
อายุ3-5 ปี
พัฒนาการด้านร่างกาย
-เด็กบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้นเด็กชอบปีนป่ายเตะบอลรักลูกบอลชอบเล่นในสนามเด็กสามารถขี่จักรยานสามล้อได้พัฒนาการด้านสติปัญญา
เด็กเชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างมีชีวิติ(Animism) เด็กชอบเล่นสมมุติโดยจะเอาตุ๊กตาตามมาเล่นแล้วสมมุติเป็นพ่อแม่ลูกแสดงท่าป้อนข้าวลูกอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกแสดงเป็นเรื่องราวเหมือนว่าตุ๊กตาเป็นสิ่งมีชีวิต
-เด็กเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมีจุดหมายเด็กมักถามว่าทำไม” “ทำไมรถจึงวิ่ง” ฯลฯ
เด็กจะเชื่อมโยงปรากฎการณ์อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันว่าเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน
พัฒนาการด้านภาษา
พัฒนาอย่างรวดเร็วเด็กชอบใช้คำถามนั่นอะไร” “นี่อะไร” “พ่อไปไหน” เด็กสามารถเข้าใจคำสั่งง่ายๆได้เด็กอายุขวบชอบใช้คำถามทำไม
พัฒนาการด้านอารมณ์
เด็กเริ่มมีลักษณะอารมณ์แบบผู้ใหญ่คือโกรธอิจฉากังวลก้าวร้าวพอใจเป็นต้นเด็กจะแสดงความโกรธด้วยการกรีดร้องดิ้นกับพื้นหรือทำร้ายตัวเองแสดงความอิจฉาเมื่อมีน้องใหม่เวลาเล่นสนุกๆก็จะแสดงความพอใจแต่เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องเด็กก็จะกลัว
พัฒนาการด้านสังคมเด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้นอาบน้ำแต่งตัวใส่รองเท้าเองบอกเวลาจะถ่ายได้ถอดกางเกงเข้าห้องน้ำเองและทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัวเพื่อให้สังคมยอมรับทำตัวให้เข้ากลุ่มได้รู้จักให้รับรู้จักผ่อนปรนรู้จักแบ่งปันเด็กเรียนรู้จากคำสอนคำอธิบายและการกระทำของพ่อแม่เด็กรู้สึกละอายใจเมื่อทำผิดเด็กเริ่มรู้จักเห็นใจผู้อื่นเมื่อเห็นแม่เสียใจเด็กอาจเอาตุ๊กตามาปลอบเป็นต้น

ครั้งที่2

บันทึกอนุทินครั้งที่2
วันศุกร์ที่25มกราคม.. 2562
เวลา11.30-14.30.
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด


วันนี้อาจารย์สอนเรื่อง
พัฒนาการของเด็กอายุแรกเกิดถึงปี


แรกเกิด– 1 เดือน            เด็กจะสบตากินนมแม่จมูกรับกลิ่น

เดือน                            เริ่มคุยอ้อแอ้เริ่มหันมองตามเสียงต่างๆเริ่มชันคอท่าคว่ำ

เดือน                           ชันคอได้ตรงเริ่มส่งเสียงโต้ตอบ

เดือน                           เริ่มหัวเราะเสียงดังไขว่คว้าสิ่งของต่างๆ

เดือน                           คืบคว่ำหงายได้หยิบจับใส่ปากน้ำลายยืดบ่อย

เดือน                           คืบไปหน้าหลังได้มีพัฒนาการเรื่องการใช้เสียงรู้จักใช้มือข้างเดียว

                                        พ่อแม่ควร  เรียกชื่อลูกเพราะลูกจะเริ่มหันตามชื่อเรียก

                                        **ถ้าลูกไม่มีพัฒนาการดังข้อดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ทันที**

เดือน                          เริ่มนั่งทรงตัว  2มือถือของได้

เดือน                          เริ่มมองตามสิ่งของกลัวคนแปลกหน้าพ่อแม่ควรหมั่นเล่นกับลูกเช่นจ๊ะเอ๋

เดือน                          เริ่มใช้นิ้วชี้นิ้วหัวแม่มือในการจับสิ่งของเล็กๆ

10 เดือน                        เริ่มเกาะยืนส่งเสียงหม่ำๆจ๋าจ๊ะ

ปี                                ตั้งไข่พูดคำที่มีความหมายเริ่มเลียนแบบท่าทางเสียงพูดเรียกพ่อแม่ได้แล้ว

ปีเดือน                     เดินได้เองเริ่มชี้บอกส่วนต่างๆของร่างกายตามเสียงบอก

                                       พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกตัก   น้ำตักอาหารกินเอง

ปีเดือน                    เดิ่นได้คล่องเริ่มรู้จักขอทำตามคำสั่งง่ายๆพ่อแม่ควรนำเกมง่ายๆมาเล่นกับลูก

ปีเดือน                   เริ่มพูดแสดงความต้องการ2-3 คำเริ่มเขียนเป็นเส้น

                                      พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกคิดทำเองบ้างเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมร่วมต่างๆ

ปี                               เรียกชื่อต่างๆตักอาหารกินเองได้มีการต่อต้านสูงสุดอารมณ์เยอะ

ปีเดือน                   ชอบถามพูดคำคล้องจองพ่อแม่ควรพาลูกเดินเล่นชักชวนให้ลูกแปรงฟัน

ปี                               เริ่มบอกชื่อเพศบอกสีได้สีรู้จักรอคอยร้องเพลงสั้นๆได้

ปี                                รู้จักล้างหน้าแปรงฟันบอกสีได้สีไม่ฉี่รดพ่อแม่ควรหาเรื่องเล่าให้ลูกฟัง

                                      รู้จักรอคอยก่อน-หลัง

ปี                               ยืนทรงตัวขาเดียวได้แยกของต่างจากพวกได้นับ1-10 ได้

                                      รู้จักไหว้ทำความเคารพเล่าเรื่องสั้นๆได้

ปี                               นับจำนวนได้เพิ่มขึ้นรู้จักซ้ายขวาเริ่มอ่านออกเขียนได้



ทฤษฎีที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตสังคมของอีริคสัน
ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซล
ทฤษฎีพัฒนาการด้านความรู้คิดของเพียเจท์
ทฤษฎีพัฒนาการด้านจริยธรรมของโคลเบอร์ก

ทฤษฎีพัฒนาการด้านความคิดความเข้าใจของบรุนเนอร์

ครั้งที่8

อนุทินครั้งที่8
วันศุกร์ที่1 มีนาคม.. 2562
เวลา11.30-14.30 .
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วันนี้สอบกลางภาคค่ะ

ครั้งที่9

อนุทินครั้งที่9
วันศุกร์ที่15 มีนาคม.. 2562
เวลา11:30-14.30 .
อาจารย์ผู้สอนว่าที่..กฤตธ์ตฤณน์ตุ๊หมาด


วันนี้อาจารย์สอนในเรื่องของการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในเด็กปฐมวัย  และแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักทฤษฎี และให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มแสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนหรือลูก ในบทบาทของครูหรือผู้ปกครอง


ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวคิดการให้เหตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบอร์ก

โคลเบอร์ก เป็นนักจิตวิทยาที่อธิบายถึงจริยธรรมของคนที่พัฒนาขึ้นไปพร้อม ๆ กับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ ระดับกฎเกณฑ์สังคม และระดับเลยกฎเกณฑ์ของสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย จะอยู่ในขั้นแรกของทฤษฎีคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ เด็กวัยนี้จึงตัดสินความถูกผิดจากความรู้สึกของตนเอง และตามกฎเกณฑ์ที่ ผู้อื่นกำหนดโดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้

            ขั้นตอนที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการทำตามคำสั่ง (Punishment and obedience oreintation) เด็กวัยนี้จะประพฤติตนตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพราะหลีกเลี่ยงการลงโทษ ความถูก ผิด ตัดสินโดยพิจารณาผล ถ้าถูกลงโทษถือว่าทำไม่ดี เด็กวัยนี้จึงยังไม่มีเหตุผลในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ นอกจากปฏิบัติตามคำสอนของผู้ใหญ่
            ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังรางวัลส่วนตัว (Personal reward Oreintation) เด็กจะนำความต้องการของตนมากำหนดสิ่งที่ถูกและผิด ถ้าหากปฏิบัติสิ่งใดแล้วได้รางวัลก็จะยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นการชมเชยและให้รางวัลเมื่อเด็กทำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงเป็นวิธีสอนจริยธรรม ความประพฤติให้กับเด็ก เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถตัดสินสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยเหตุผลของตนเอง


ทฤษฎีการเรียนรู้จริยธรรมด้วยการกระทำตามแนวคิดของสกินเนอร์
         สกินเนอร์ (Skinner) นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม เป็นผู้เสนอทฤษฎีที่มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของคนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลจากการแสดงพฤติกรรมนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับสถานการณ์เดิม ถ้าเกิดขึ้นอีกจะเรียกผลพฤติกรรมนั้นว่า การเสริมแรงทางบวก แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นอีกเรียกผลของพฤติกรรมนั้นว่า การลงโทษ การอธิบายถึงการเรียนรู้ด้านจริยธรรมผ่านกระบวนการเสริมแรงและการลงโทษ หากเด็กแสดงพฤติกรรมที่ดีแล้วได้รับการชมเชย ยกย่อง คือ เด็กจะแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก แต่หากแสดงพฤติกรรมใดแล้วถูกลงโทษ เด็กจะระงับหรือหยุดการกระทำนั้น ๆ ดังนั้นการเรียนรู้พฤติกรรมจริยธรรมของเด็กจึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะตัดสินว่า พฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เหมาะสม แล้วนำมาใช้ในการอบรมปลูกฝังเด็ก

๘ คุณธรรมพื้นฐาน
-ขยัน
-ประหยัด
-ซื่อสัตย์
-มีวินัย

ครั้งที่7

           อนุทินครั้งที่ 7 วันศุกร์ที่22กุมภาพันธ์ พ . ศ . 2562 เวลา 11:30-14.30 น . อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร . ต . กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด...